• เปลี่ยนการแสดงผล |
  • text-small
  • text-normal
  • text-large
  • text-white
  • text-black
  • text-yellow |
  • TH 
  • EN 

สนข. จัดพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือ (Letter of Intent : LOI) ภายใต้โครงการ UK Partnering for Accelerated Climate Transitions (UK PACT)

สนข. จัดพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือ (Letter of Intent : LOI) ภายใต้โครงการ UK Partnering for Accelerated Climate Transitions (UK PACT) เพื่อดำเนินการศึกษาและพัฒนามาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนในเขตพื้นที่จราจรหนาแน่น (Congestion Charge) ในกรุงเทพมหานคร

          นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือ (Letter of Intent : LOI) ภายใต้โครงการ UK Partnering for Accelerated Climate Transitions (UK PACT) เพื่อดำเนินการศึกษาและพัฒนามาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนในเขตพื้นที่จราจรหนาแน่น (Congestion Charge) ในกรุงเทพมหานคร ระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) โดย นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และ H.E. Mr. Mark Gooding OBE เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เมื่อวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องประชุมราชรถ 1 กระทรวงคมนาคม โดยมี นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สนข. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว สำหรับโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมโดย สนข. และสถานเอกอัคราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ภายใต้โครงการ UK PACT มุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินมาตรการ Congestion Charge มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบการเดินทางโดยรวม คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 และจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีการศึกษาครอบคลุม 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ด้านนโยบายและกฎหมาย ด้านเทคนิค และด้านการสื่อสารสาธารณะเพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชน นอกจากนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ผ่านการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลจากภาคประชาชนในหลากหลายช่องทาง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การยอมรับต่อมาตรการที่จะนำมาใช้ในพื้นที่อย่างเหมาะสม โดยความคิดเห็นที่ได้รับจะถูกนำมาประกอบการออกแบบระบบขนส่งสาธารณะเสริม (Feeder Service) ที่สามารถเชื่อมโยงพื้นที่ชุมชนกับระบบขนส่งหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ และช่วยลดการพึ่งพาการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในระยะยาว ซึ่งการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาระบบขนส่งอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

          ที่มา : กระทรวงคมนาคม

หมวดหมู่

102 ครั้ง

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหมด