สนข. ร่วมคิกออฟ “บอร์ดราง” เดินหน้านโยบายค่าโดยสารเป็นธรรม ยกระดับระบบรางเพื่อประชาชน
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางรางฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาระบบรางของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. พร้อมด้วย นายพรชัย พัฒนาพงษ์สถิตย์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร นายพรชัย สุตันไชยนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ดร.รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีฯ ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมคมนาคม ชั้น 4 อาคาร 2 กระทรวงคมนาคม การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนระบบรางของประเทศให้ทันสมัย เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และที่สำคัญที่สุดคือต้อง "เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน" โดยที่ประชุมได้เตรียมผลักดันนโยบายสำคัญที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ดังนี้
1. มิติที่ 1 ลดภาระค่าครองชีพและรักษาสิทธิผู้โดยสาร โดยคุมเพดานค่าโดยสาร และ งดเก็บซ้ำซ้อน เพื่อเตรียมประกาศกำหนดอัตราขั้นสูง (เพดานราคา) ของค่าโดยสาร เพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าโดยสารที่แพงเกินไป พร้อมมาตรการ "ยกเว้นค่าแรกเข้า" เมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การลดหย่อนค่าโดยสารและนั่งฟรี ในการเตรียมยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี และผู้พิการ พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสำหรับผู้สูงอายุและทหารผ่านศึกนอกประจำการรถไฟดีเลย์ต้องมีชดเชย โดยกฎหมายใหม่กำหนดชัดเจนให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้โดยสาร หากเกิดกรณีรถไฟล่าช้ากว่ากำหนดหรือถูกยกเลิกเที่ยววิ่ง รวมถึงผู้ประกอบการต้องจัดทำประกันภัยอุบัติเหตุ คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้โดยสาร วงเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อคนต่อครั้ง
2. มิติที่ 2 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยจัดระเบียบและกำหนด "เขตระบบรถขนส่งทางราง" และ "เขตปลอดภัย" อย่างชัดเจน รวมถึง ตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานต้องผ่านการจดทะเบียนและได้มาตรฐานความมั่นคงแข็งแรง และมีการควบคุมคุณภาพอากาศ ระดับเสียง และการสั่นสะเทือน ไม่ให้กระทบต่อชุมชนโดยรอบ ที่สำคัญผู้ประจำหน้าที่ เช่น พนักงานขับรถและพนักงานควบคุมรถ จะต้องสอบผ่านเกณฑ์และได้รับใบอนุญาต อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นใจในการให้บริการ
3. มิติที่ 3 ขยายโครงข่ายครอบคลุม โดยเปิดทางเอกชนร่วมให้บริการ แบ่งเป็นเขตเมือง ขับเคลื่อนโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ครบ 14 สายทาง (ระยะทางรวม 554.41 กม.) ต่อยอดจากปัจจุบันที่เปิดให้บริการแล้ว 14 โครงการ (เช่น รถไฟชานเมืองสายสีแดง) เขตภูมิภาค โดยเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ สายเหนือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ (คาดเปิดใช้ปี 2571) และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์และสนับสนุนเศรษฐกิจ ที่สำคัญจะมีการเปิดกว้างให้ภาคธุรกิจในนโยบายที่ให้โอกาสเอกชนเข้าใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางร่วมกันได้ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบกิจการ 5 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มความถี่ขบวนรถให้เพียงพอต่อความต้องการ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม
ทั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับประกาศคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และในส่วนของประกาศกฎกระทรวง ภายหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมครั้งนี้แล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการ 2-3 เดือน ก่อนที่จะประกาศบังคับใช้ต่อไป
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหมด