สนข. เร่งขับเคลื่อน “ค่าโดยสารรถไฟฟ้าร่วม” 8 สาย สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ลดภาระค่าครองชีพประชาชน
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ครั้งที่ 2/2569 เพื่อเร่งขับเคลื่อนมาตรการค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้า 8 สาย ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดค่าโดยสารตลอดเส้นทางสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. พร้อมด้วย นายสุวิชาณ สุระบาล รองผู้อำนวยการ สนข. นายพรชัย สุตันไชยนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (สตร.) และเจ้าหน้าที่ สตร. ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมคมนาคม อาคารคมนาคม 2 กระทรวงคมนาคม (คค.) สนข. ได้นำเสนอให้ที่ประชุมทราบแผนการดำเนินงานพัฒนาระบบตั๋วร่วม ในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569 - 2573) (ฉบับทบทวนเมื่อเดือนตุลาคม 2569) ซึ่งการออกกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ประกาศ สนข. จำนวน 5 ฉบับ ประกาศกระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ฉบับ และประกาศคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม จำนวน 2 ฉบับ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อรองรับการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมและนโยบายอัตราค่าโดยสารร่วมในระยะยาว นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ระหว่าง สนข. กรมการขนส่งทางราง (ขร.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด มหาชน และเงื่อนไขทางธุรกิจ (Business Rules) โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้ กำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้า 8 สาย ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีแดง แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง สายสีชมพู สายสีเขียว และสายสีทอง ภายใต้หลักการเคารพสัญญาเดิมโดยไม่แก้ไขสัญญาสัมปทาน และไม่เรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า โดยกำหนดค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท และค่าโดยสารตลอดเส้นทางสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว สำหรับประชาชนชาวไทยที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และชำระค่าโดยสารด้วยบัตร EMV Contactless กำหนดแผนการดำเนินงาน (Timeline) ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ให้เริ่มมาตรการฯ ภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 ในกรอบวงเงินงบประมาณ 5,807 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ ขร. นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติการดำเนินมาตรการฯ และเห็นชอบให้ สนข. ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่ออุดหนุนประชาชนตามมาตรการฯ ตามที่ สนข. เสนอ เนื่องจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมยังอยู่ระหว่างการจัดทำระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง และยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินทุนประเดิม ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบจากการดำเนินมาตรการดังกล่าว ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางในการเจรจาส่วนแบ่งรายได้ค่าโดยสารตามที่ สนข. เสนอ โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ (รฟม. และ กทม.) ดำเนินการเจรจาส่วนแบ่งรายได้ค่าโดยสาร โดยให้ประเมินปริมาณผู้โดยสารส่วนเพิ่ม (Induced Demand) เมื่อดำเนินมาตรการดังกล่าวแล้ว เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้ได้สัดส่วนการแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการ (Operator) คืนให้กับภาครัฐในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม แล้วรายงานผลให้ ครม. ทราบต่อไป การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงคมนาคม ช่วยบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ประชาชนเดินทางได้ด้วยความสะดวก รวดเร็ว การชำระค่าโดยสารง่ายขึ้น โดยจะครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยกระดับการบริหารจัดการโครงข่ายรถไฟฟ้าให้เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากการขนส่งส่วนบุคคลเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหมด