• เปลี่ยนการแสดงผล |
  • text-small
  • text-normal
  • text-large
  • text-white
  • text-black
  • text-yellow |
  • TH 
  • EN 

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีขนส่งเอเปค ครั้งที่ 11 และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ณ สหรัฐอเมริกา ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

          นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีขนส่งเอเปค ครั้งที่ 11 (The 11th Asia-Pacific Economic Cooperation Transportation Ministerial Meeting: The 11th APEC TMM) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การสร้างอนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนสำหรับทุกคน” (Creating a Resilient and Sustainable Future for All) ระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2566 ณ เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย โดยมีนายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก และผู้แทนจากกองต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมเข้าร่วมประชุมฯ การประชุมดังกล่าวเน้นย้ำความมุ่งมั่นต่อวิสัยทัศน์ปุตราจายา ค.ศ. 2040 แผนปฏิบัติการ Aotearoa และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (the Bangkok Goals on Bio-Circular-Green Economy) และแสวงหา “ชุมชนเอเชีย-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง มีพลวัต ยืดหยุ่น และสงบสุขภายในปี ค.ศ. 2040 เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนและคนรุ่นหลัง” โดยที่ประชุมได้แบ่งปันข้อมูลเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ คณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมกิจกรรม “APEC Green Maritime Collaboration Launch” เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 ณ ท่าเรือดีทรอยต์ โดยมีนาย Pete Buttigieg รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐอเมริกา กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเดินเรือเพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายนำแนวปฏิบัติและเทคโนโลยีการเดินเรือรูปแบบใหม่มาใช้โดยการสำรวจการใช้งานจริงของเทคโนโลยีการเดินเรือใหม่ ๆ เชื้อเพลิงทางเลือก พลังงานไฟฟ้า ตลอดจนระบุอุปสรรค โอกาส และนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของผู้ประกอบการท่าเรือ ในโอกาสนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้กล่าวถึงสถานะโครงการ “Promoting Safety for Dangerous Goods Transportation in APEC Region” ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงและการอำนวยความสะดวก ในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอันตรายในภูมิภาคเอเปคให้มีประสิทธิภาพ สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  พร้อมกล่าวถึงความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยในการกำหนดเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากร้อยละ 25 จากการดำเนินกิจกรรมตามปกติ เป็นร้อยละ 40 ภายในปี 2573 ซึ่งภาคการขนส่งคิดเป็นร้อยละ 14 กระทรวงคมนาคมจึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก สาขาคมนาคมขนส่งเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยในภาคการเดินเรือได้มีการจัดทำโครงการท่าเรือสีเขียว ประกอบด้วย การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์เครื่องจักรภายในท่าเรือ เช่น เครนไฟฟ้า แคร่ไฟฟ้า หุ่นยนต์อัตโนมัติ การใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก ซึ่งไทยยินดีให้ความร่วมมือ และแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศแก่สมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคต่อไป  ต่อมา คณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมการประชุม the 11th APEC TMM ในช่วงระหว่างวันที่ 16 – 17 พฤษภาคม 2566 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ ซึ่งที่ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญด้านการขนส่ง ได้แก่ 1) ห่วงโซ่อุปทานและการเชื่อมต่อ (Supply Chain and Connectivity) 2) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และ 3) ความหลากหลายและเพศสภาพ (Inclusivity and Gender) โดยในระหว่างการประชุมฯ ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยในการสนับสนุนกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ร่วมกับการดำเนินการตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) ซึ่งจะช่วยประสานความร่วมมือเพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืน การดำเนินการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการขยะ โดยไทยได้แบ่งปันแผนปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศตามนโยบาย 30@30 ซึ่งตั้งเป้าหมายในการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) ควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางราง ครอบคลุมถึงการพัฒนารถไฟพลังงานไฟฟ้า รถไฟทางคู่ โครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2573
          นอกจากนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้มีโอกาสพบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และแสดงความขอบคุณสำหรับความสัมพันธ์ ที่ใกล้ชิดและความร่วมมือด้านการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานในกรอบต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง และได้พบหารืออย่างไม่เป็นทางการและแสดงความขอบคุณแก่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยว (Ministry of Land infrastructures Transport and Tourism: MLIT) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งทางอากาศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น และสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการในโครงการศึกษารถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยต่อไป อีกทั้ง หัวหน้าคณะผู้แทนไทยยังได้พบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรีหรือผู้แทนเขตเศรษฐกิจเอเปคอื่น ๆ อาทิ เกาหลีใต้ เวียดนาม และจีนไทเป ในช่วงระหว่างการประชุมฯ ด้วยอย่างไรก็ดี สมาชิกบางเขตเศรษฐกิจเอเปคไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมในการยอมรับแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมรัฐมนตรีขนส่งเอเปค ครั้งที่ 11 ได้ สหรัฐอเมริกาในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมฯ จึงได้ออกแถลงการณ์ของประธานการประชุม (Chairman’s Statement) เพื่อชี้แจงผลลัพธ์การประชุมในครั้งนี้

หมวดหมู่

1,102 ครั้ง

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้งหมด